Fiction

[SF]Remember I love you:: Siwon*Hankyung

posted on 16 Dec 2008 10:20 by fanfix  in Fiction

sihan 

Story ::  Remember I love you
Author::: ~ Meejae ~
Category :: Romantic drama
Pairing :: Kangin*  Hankyung * Siwon

 


บอกรักคนที่เรารักในตอนนี้จะดีกว่าไหม......

มันคงดีหากทุกอย่างมันไม่สายเกินไป..

มันคงดีหากใครอีกคนสามารถรอคำว่า...รัก...จากปากคุณ

 


“ฉันจะดูแลนายให้ดีที่สุด...จนกว่านายจะรู้หัวใจตัวเอง”
ชายหนุ่มพร่ำบอกตัวเองเมื่อเห็นเป้าหมายเบื้องหน้า  ใบหน้าเปื้อนยิ้มกำลังหัวเราะอย่างมีความสุขกับหมู่นกน้อยที่หลงรักร่างโปร่งเช่นเดียวกับชายหนุ่ม  มือเรียวรดน้ำดอกไม้ปากอิ่มฮัมเพลงไม่รู้เบื่อแข่งกับเสียงนกที่ร้องขับขานประสานเสียงกัน


แม้รู้ดีว่าอีกคนอายุมากกว่าตัวเอง แต่ในเวลานี้กลับดูเหมือนเด็กน้อยที่กำลังเพลิดเพลินกับของเล่นตื่นตาชิ้นใหม่


“ฮ่าๆๆๆ...”
น้ำเสียงหัวเราะเปี่ยมสุขนั้นทำให้คนมองพลางยิ้มไปด้วยโดยไม่รู้ตัว


“รู้ไหม?  บางครั้งฉันก็ไม่อยากให้นายหาย”
น้ำเสียงเศร้าบอกกับตัวเอง  มือแกร่งทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป


ผืนผ้าสีขาวถูกวางรับกับขาตั้งขนาดใหญ่ พู่กันแต้มสีบรรจงป้ายลงผืนผ้าด้วยความอ่อนช้อยประณีตต่างจากลักษณะคนกระทำ  ร่างแกร่งยืนถือพู่กันพร้อมกับลงสีด้วยรอยยิ้มจนลืมเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป


ช่วงเวลาแห่งความสุขกับการทำงานในสิ่งที่ตนรัก สีสันหลากสีถูกแตะแต้มลงบนผืนผ้าจากหนึ่งจุดกลายเป็นร้อยจุดและท้ายสุดก็ปรากฏท้องทุ่งดอกไม้หลากสีสันรายล้อมบ้านไม้หลังเล็กสีขาวสองชั้น


พระอาทิตย์ทอแสงอบอุ่น หมู่นกเกี่ยวเกาะต้นไม้ ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่คือหัวใจของภาพวาดนี้ ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งมอบรอยยิ้มให้กับหีบของขวัญขนาดเล็กในมือส่วนมืออีกข้างจับต้นไม้ราวกับสื่อความหมายบางอย่าง


ภาพที่ดูอบอุ่นมีความสุข...ราวกับเฝ้ารอคอย...สายตาที่เพ่งมองของขวัญในมือ...นั่นหมายความว่าอะไรกันแน่.


เมื่อภาพวาดที่เพียรพยายามสร้างสรรค์ขึ้นมาเสร็จลง  ผ้าคลุมสีขาวก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์เมื่อมือแกร่งยกขึ้นมาคลุมภาพวาดไว้ ราวกับต้องการปกป้องอะไรสักอย่างที่คนวาดรู้ความหมายเพียงผู้เดียว


“ Waiting ”
คือชื่อของภาพวาดที่ถูกสมมุติขึ้น


“เมื่อนายเห็นภาพนี้ก็จะรู้ความหมายที่แท้จริง”
น้ำเสียงทุ้มบอกกับความมืดมิดแล้วเดินออกไป  เหลือทิ้งไว้เพียงภาพวาดที่รอคอยเจ้าของที่แท้จริงให้มองเห็นเนื้อแท้ของมัน

 

.........................................

......................

.......

 


“ซีวอน...พักหลังนี้รู้สึกปวดหัวบ่อยจังเลย”
ศรีษะได้รูปพิงไหล่หนาราวกับเป็นที่พักชั้นดี  ทุกครั้งที่ทำเช่นนี้ความรู้สึกอบอุ่นก็เพิ่มมากขึ้น ต่างกันกับทุกครั้งที่เอ่ยชื่อ “ซีวอน” ความรู้สึกปวดปร่าเจ็บลึกก็ถาโถมเข้ามาแทนที่ทันที


หัวใจเจ็บราวกับถูกมีดคมกรีดแต่กลับแฝงไปด้วยความสุขเมื่อเอ่ยชื่อนี้  ดังนั้นชายหนุ่มจึงชอบเรียกชื่ออีกฝ่ายแม้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียกขานชื่อนั้นก็ตาม


“ซีวอน”


“ครับ”


“ซีวอน”


“ครับ”


“........”


“........”


“ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่ฉันเรียกชื่อนาย  ตรงนี้ถึงรู้สึกเจ็บ แต่ฉันก็ยังชอบเรียกชื่อนายนะ...ซีวอน”
น้ำเสียงแผ่วเบาเอ่ยขึ้นมาขัดกับความเงียบ แต่กลับดังราวกับตะโกนก้องในหูอีกฝ่ายที่รับฟัง


“............”


“มันแปลกเกินไปไหม  ฉันรู้สึกเหมือนนายจะห่างออกไปทุกทีในความเป็นจริง  แต่ในความฝันกลับใกล้กัน  ฮ่าๆ..ฉันคงเพ้อเจ้อเกินไป  เพียงเพราะนายไม่เคยจูบฉัน ไม่เคยกอด นอกจากแสดงความห่วงใย  มันเลยทำให้ฉันกังวลว่าเรา... “ รักกันจริงรึเปล่า ” ”
น้ำเสียงตอนท้ายเบาหวิวราวกับตัดพ้อคนรัก เพราะรู้สึกแปลกใจใช่คลางแคลงใจ แต่ไม่เข้าใจอีกฝ่ายมากกว่า ความรักที่อีกฝ่ายถ่ายทอดให้นั้นต่อให้เด็กแค่ไหนก็สัมผัสได้ แต่ทำไมถึงหลีกเลี่ยงที่จะแสดงออกด้วยการกระทำ


“ผมแค่อยากให้ฮันอนุญาต....อยากให้ฮันรู้สึกมากกว่าที่ผมต้องการ  ผมรักฮันนะ รักมากกว่าที่ฮันคิด”
ใบหน้าคมคร้านก้มลงหาอีกฝ่าย  ใช่ว่าไม่ต้องการแต่กลับต้องการมากกว่านี้ ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ ต้องการผูกมัดอีกฝ่ายไว้กับตน แต่เพราะไม่กล้าเลยต้องเก็บความรู้สึกทรมานนี้ไว้


ปากคมจรดลงกลีบปากหวาน จุมพิตกลีบปากอิ่มอ้อยอิ่งด้วยความรัก มือแกร่งกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นเพื่อยืนยันความรักของตนที่มีให้กับอีกฝ่าย


รสจูบหวานแผ่ซ่านทั่วทั้งสรรพกาย เรียวลิ้นร้อนวัดเกี่ยวรัดรึงชิมความหวานและถอดออกมาอย่างเสียดาย

 

“ผมอยากถนอมคุณมากกว่านี้  แค่รู้ว่าผมรักคุณก็พอแล้ว  คุณจำไม่ได้รึไงว่าชื่อแรกที่คุณเรียกผมตอนลืมตาตื่นขึ้นมาคืออะไร?”
น้ำเสียงเศร้าเอ่ยถามคนในอ้อมกอด  ดวงตาคมทั้งสองต่างจ้องมองกันเพื่อค้นหาความหมาย


“ซีวอน....ฉันเรียกนายว่าซีวอน!!”
น้ำเสียงมั่นคงตอบกลับออกมา แม้จะสังเกตเห็นแววตาสั่นไหวในรอยยิ้มที่ส่งให้นั้น แต่ด้วยความที่เป็นคนละเอียดอ่อนเลยไม่อยากคิดมากกับสิ่งที่ตนเห็น


“ใช่...เพราะฉะนั้นได้โปรดอย่าเจ็บปวดเวลาเรียกชื่อผมเลย....ซีวอน!  ชื่อนี้จะนำความสุขมาให้คุณ”
จุมพิตหวานถูกส่งให้คนฟังอีกครั้งเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้เลิกคิดมาก


ฮันคยองพยักหน้ารับแล้วเดินออกไปเพื่อจัดที่นอนแทนหน้าที่ชายหนุ่ม  เมื่อลับตาร่างโปร่งใบหน้าเปื้อนยิ้มกลับหมองลงทันที ใบหน้าคมขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด


“อีกไม่นาน...นายคงจะรู้ความจริงว่าเรื่องราวระหว่างเราแท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”
หน้าคมซบลงบนฝ่ามืออย่างไร้หนทาง  ในใจยังคงอธิฐานเพียงว่า.....


~ ขออย่าให้นายต้องเจ็บปวดเลย..ฮันคยอง~


………………………………………………..

……………………………….

………………….

 

“คุณจำไม่ได้รึไงว่าชื่อแรกที่คุณเรียกผมตอนลืมตาตื่นขึ้นมาคืออะไร?”


“ซีวอน....ฉันเรียกนายว่าซีวอน!!”
เมื่ออยู่คนเดียวในห้องกว้าง ฮันคยองก็อดนึกถึงคำพูดของอีกฝ่ายไม่ได้ว่าทำไมถึงตอบออกมาเช่นนั้น


ใบหน้าคมขมวดปมคิดทบทวนประโยคเดิมครู่ใหญ่  เมื่อตื่นจากภวังค์ความคิดก็รู้ตัวว่าดึกมากแล้ว ฮันคยองจึงล้มตัวนอนอย่างเหนื่อยล้า ทั้งๆที่มีความสุขขนาดนี้แต่หัวใจกลับว่างเปล่า ราวกับว่าขาดอะไรไปและหัวใจนั้นกำลังทำหน้าที่เรียกร้องอะไรบางอย่างที่จมอยู่ภายใต้จิตสำนึกของชายหนุ่มเอง


เพียงเข้าสู่ห้วงนิทราก็ปรากฏร่างชายหนุ่มคุ้นตาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ต่างกันออกไปเมื่อฮันคยองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ใบหน้าที่แสนคุ้นตาและทำให้เค้านิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด  ผู้ชายคนนั้นยิ้มให้ราวกับรู้จักกันมานาน


“ชั้นมารอนาย...เราสัญญาว่าจะอยู่ข้างกัน”
น้ำเสียงทุ้มหลุดรอดออกมาจากกลีบปากอีกฝ่าย  ใบหน้าที่รู้สึกคุ้นเคยและรู้จักเป็นอย่างดี เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายชื่ออะไร


“นายเป็นใคร?   ใครกัน?”
ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามออกมา เพราะอยากรู้ว่าคนที่คุ้นเคยนั้นคือใคร


“ซีวอน...ผมชื่อซีวอน”


“...............”


“ฮันคยอง!!”
เสียงเรียกอีกเสียงที่คุ้นเคยเรียกให้ชายหนุ่มหันมอง  ซีวอนอีกคนวิ่งมาหาเค้าและยืนเผชิญหน้ากัน


“ซีวอน!!”
ฮันคยองตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก ใบหน้าเปื้อนยิ้มในกาลก่อนกลับหมองเศร้าลง  หัวใจเต้นแรงและบีบรัดให้เจ็บปวด เหงื่อเม็ดโตผุดพราวเต็มใบหน้าคม เสียงหายใจหอบติดขัด


“โอ๊ย!”
เสียงร้องเจ็บปวดยิ่งกว่าโดนค้อนทุบตีเริ่มทำปฏิกิริยากับสมองคนป่วย  ยิ่งพยายามฝืนกลับเจ็บปวดทบทวี


“ฮันคยอง..เป็นอะไร”
น้ำเสียงตกใจร้องเรียกทันทีที่เห็นอีกฝ่ายทุกข์ทรมาน  ร่างกายสูงโปร่งได้สัดส่วนขดเข้าหากันเพื่อบรรเทาความเจ็บ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาเพื่อแบ่งเบาความปวด


“กินยา..ฮัน...แล้วคุณจะหายทรมาน”
เม็ดยาจำนวนมากถูกถ่ายเทออกจากที่บรรจุ แต่เมื่อเห็นอาการคนที่รักแล้วคงไม่มีทางฝืนทนทานยาเองได้แน่  เม็ดยาเหล่านั้นถูกกรอกลงปากร้อนแล้วตามด้วยน้ำดื่มแทน


มือแกร่งประครองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม กลีบปากร้อนประกบปากอิ่มเพื่อถ่ายเทยาให้อีกฝ่าย  และไม่นานทุกอย่างก็กลับสู่ปกติ


“แค่ฉันละสายตาจากนาย  นายก็เจ็บปวดขนาดนี้  แล้วถ้าไม่มีฉัน  นายจะอยู่ได้ไหม... “ ฮันคยอง” ”
มือแกร่งลูบไล้ใบหน้าชื้นเหงื่ออย่างรักใคร แม้ว่าอีกฝ่ายจะหลับลงไปแล้วแต่ชายหนุ่มกลับยังคงดูแลไม่ห่าง มือทั้งสองต่างกอบกุมไว้เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นให้


~ เป็นสัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน ~


…………………………………………….

……………………………..

……………….

 


“ฮันคยอง ....ฮันคยอง”
ใบหน้าคมปรือตามองต้นเสียงที่ร้องเรียกชื่อของตนด้วยความลำบาก เปลือกตาบางรู้สึกหนักอึ้ง ศรีษะได้รูปเจ็บปวดราวถูกค้อนขนาดใหญ่ทุบตี


“ตื่นได้แล้วครับ...คนดี”
น้ำเสียงทุ้มยังคงเรียกอีกฝ่าย  กลิ่นอาหารหอมคลุ้งทั่วทั้งห้องส่งกลิ่นโชยเรียกน้ำย่อยคนขี้เซาบนเตียงให้ตื่นขึ้นรับอรุณวันใหม่


เสียงนกน้อยร้องขับขานเป็นบทเพลงท่ามกลางแปลงดอกไม้หลากสี สายลมอุ่นโบกพัดทายทักพระอาทิตย์ยามส่องแสง ผ้าม่านโปร่งบางโบกพลิ้วตามแรงลมเร่งเร้าให้เจ้าของแปลงดอกไม้ตื่นจากนิทรา


“ปวดหัวจังเลย...ซีวอน”
น้ำเสียงอู้อี้บ่นออกมาเมื่อเปลือกตาบางเปิดออกรับวันใหม่


เจ้าของชื่อยิ้มรับอย่างอ่อนโยนพร้อมกับส่งน้ำอุ่นให้  มือแกร่งเช็ดใบหน้าเปียกชื้นด้วยเหงื่ออย่างทะนุถนอม  น้ำเย็นสัมผัสใบหน้าขาวเพื่อปลุกเร้าเซลล์ร่างกายให้ทำงานอย่างเต็มที่


ใบหน้าขาวใสแดงเรื่อเมื่อสัมผัสมือแกร่ง ฮันคยองผันหน้าออกห่างมือนั้นอย่างไม่รู้ตัว


“ก็บ่นว่าปวดหัว”
น้ำเสียงหงุดหงิดบ่นออกมาเมื่ออีกฝ่ายไม่มีท่าทีเป็นห่วงเท่าที่ควร  แม้อีกฝ่ายจะแสดงออกด้วยท่าทางแต่ฮันคยองกลับอยากได้ยินคำพูดนุ่มหูมากกว่า


“อืม..ขอบใจนะ”
น้ำเสียงขอบคุณเอ่ยออกมาเมื่ออีกฝ่ายเช็ดหน้าให้ตัวเองเสร็จ  ตาคมมองมือแกร่งที่ละจากใบหน้าตนแปรเปลี่ยนเป็นสนใจอ่างน้ำในมือแทน ผ้าขนหนูผสมกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ถูกวางลงไปในอ่างน้ำเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าหมดหน้าที่ของมัน


“ก็เมื่อคืนผมให้ฮันทานยาแล้วไงครับ  วันนี้ผมทำน้ำแกงให้ฮันดื่มด้วยนะ เพราะฉะนั้นควรจะรีบดื่มก่อนที่มันจะเย็นชืดนะครับ อาจไม่รับประกันเรื่องความอร่อย แต่ทานได้แน่นอน”
รอยยิ้มถูกส่งให้คนบนเตียง  โต๊ะเจ้าประจำถูกยกขึ้นมาวางบนที่นอนพร้อมกับน้ำแกงและอาหารให้คนขี้เซา


“ไม่ต้อง!!  ทานเองได้น่า”
ฮันคยองร้องบอกเมื่อเห็นอีกฝ่ายตักน้ำแกงขึ้นมาเป่ารดให้หายร้อน  แต่เมื่อมีเสียงทักขึ้น น้ำแกงช้อนนั้นกลับถ่ายเทลงบนปากคนเป่าทันที


“ครับ...ทานเองนะ”
มือแกร่งละจากอาหารบนโต๊ะแล้วเดินไปรูดม่านเพื่อกางกั้นแสงแดดที่เริ่มสาดแสงส่องเข้ามาภายในห้อง  เพียงแค่ละสายตาจากอีกฝ่าย ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นกลับหมองลงทันที


“เราจะได้อยู่ด้วยกันไปอีกนานแค่ไหน..ฮันคยอง”
ถ้อยคำร่ำร้องในใจที่ไม่อาจเปิดเผยออกมานั้นช่างกรีดใจผู้เป็นเจ้าของมากกว่าสิ่งใด  ทั้งที่รักมานานแต่ไม่กล้าก้าวล้ำมากเกินกว่านี้  ที่ที่ไม่รู้ว่าใช่ที่ของตัวเองหรือไม่


“แค่นายมองฉันด้วยความรัก..แม้ไม่รู้ว่าแบบไหน...แม้ต้องเจ็บปวด...ฉันก็ยินยอม”
มือแกร่งกำหมัดแน่นเพื่อสกัดกั้นอารมณ์ลุ้งพล่านในใจ  รอยยิ้มอบอุ่นยังคงส่งให้อีกคนที่มองมาเป็นระยะๆ 


~ แม้ต้องทนทุกข์ก็ยอมทน ~

 

“เมื่อคืนฉันฝันร้ายด้วยล่ะซีวอน...ฝันเห็นเงาของใครสักคนที่คุ้นตามากเลยนะ  แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร”
ใบหน้าคมขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด และท้ายที่สุดก็สะบัดกลุ่มผมสีดำนั้นเพื่อไล่ความคิดไร้สาระออกไป


“เป็นคนแบบไหนล่ะ?”
มือแกร่งประสานกันแล้วเท้าคางถาม


“ก็รูปร่างสูง ผมดำระต้นคอประมาณนี้ ไหล่ตั้งตรงดูสง่า ท่าทางอบอุ่น  มือเค้ามักสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงนะ อืม...แต่พอเค้าจะหันมาก็มีเงามืดอะไรสักอย่างเข้ามา เค้าบอกว่าชื่อซีวอนล่ะ  แล้วนายก็โผล่ออกมา  แล้ว..แล้วฉันก็ตกใจตื่น”
น้ำเสียงตอนท้ายแผ่วเบาเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มขำกับความฝันไร้สาระของตัวเอง  ใบหน้าเหรอหราพยายามจะแก้ตัวกลับต้องหุบลงเมื่ออีกคนขยี้กลุ่มผมตัวเอง


“เรื่องแค่นี้ฮันก็คิดว่าเป็นฝันร้ายแล้วเหรอ...ถ้าฝันเจอผีก็อีกอย่าง..ไร้สาระ..จะมีซีวอนสองคนได้ยังไงกัน?”
ท่าทางเอ๋อของฮันคยองเรียกเสียงหัวเราะจากอีกคนได้ทุกครั้ง  แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป
 

แค่แกล้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไร...แค่นั้นเอง

 

“นายอายุน้อยกว่าฉันไม่ใช่เหรอ  ทำไมกล้าจับหัวผู้ใหญ่ห๊ะ”
เมื่อหาทางออกไม่ได้  หนทางเดียวที่เลือกก็คือแกล้งโมโห


ฮันคยองล๊อกคออีกฝ่ายเพื่อทำโทษ  มือเรียวขยี้ศรีษะนักโทษด้วยความสะใจ เสียงหัวเราะชอบใจดังทั่วทั้งห้อง  ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดให้กันและกัน ความห่วงใยที่ไม่มีวันเสื่อมคลายของทั้งสองแม้มีเรื่องร้ายย่างกรายเข้ามา ทั้งสองก็จะผ่านพ้นมันไป

 

......................................................

...................................

.......

 


แล้วกาลเวลาก็ผันผ่านเปลี่ยนฤดู  บ้านสีขาวต่างอากาศชานเมืองบนเขาที่ปกคลุมไปด้วยท้องทุ่งหญ้า ผ่านเม็ดฝน ผ่านไอหนาว ผ่านคืนวันหิมะโปรย ใบไม้ร่วงหล่นผ่านพ้นมาครบขวบปี


ฤดูใบไม้ร่วงกลับมาทายทักทั้งสองอีกครั้ง  ร่างสูงยิ้มรับกับไอแดดที่สาดทับต้นหญ้า กลิ่นหอมของหญ้าที่ต้อนรับอรุณของวันใหม่นำพาความสุขมาให้นับครั้งไม่ถ้วน


แม้ไม่รู้ว่าเพราะอะไรทำไมถึงชอบฤดูนี้มากที่สุด และอาจเป็นเพราะคำตอบของซีวอนก็เป็นได้ที่ทำให้รับรู้ว่า ฤดูนี้คือฤดูแห่งรักของพวกเค้าสองคน


///  การพบกันท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วง  ///


“เอ๊ะ!!  เจ้านกน้อยที่น่าสงสารกลับต้องมาตายอยู่ตรงนี้  มา...ฉันจะทำพิธีให้แกเอง”
เท้ายาวสะดุดกับซากนกที่ตกต้นไม้ตาย  ลูกนกที่เพิ่งหัดบินออกจากรัง อาจเพราะไม่แข็งแรงหรือด้อยประสบการณ์ เจ้านกที่น่าสงสารก็ลาโลกไปทั้งที่ยังไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์


มือเรียวคว้าอุปกรณ์ทำสวนดอกไม้ที่วางอยู่ใกล้มือลงมือขุดไต้โคนต้นไม้ใหญ่  เมื่อขุดไปสักพักปลายของพลั่วกลับชนกับอะไรบางอย่างเสียงดัง ราวกับเรียกร้องให้ชายหนุ่มสนใจ


สายลมพัดพาคล้ายสัญญาณบางอย่าง  ลมแรงพัดนำพาเศษดินให้ปลิดปลิวออกไปเผยให้เห็นอะไรบางอย่างภายใต้ดินนั้น


หลังจากมือเรียวทำการขุดและยกเจ้าหีบตัวปัญหาขึ้นมา กล่องสี่เหลี่ยมคล้ายหีบขนาดกลางถูกฝังอยู่ภายใต้โคนไม้ก็ถูกเปิดออกมาด้วยความอยากรู้ทันที


ภาพถ่ายหลากหลายขนาดถูกเปิดดูด้วยความอยากรู้  มือเรียวเปิดกล่องกำมะหยี่สีม่วงทรงกลมคุ้นตา แววตาคมสั่นเทาด้วยความรู้สึกหลากหลาย


หยาดน้ำอุ่นคลอหน่วยตาเศร้าปะปนกับมโนภาพที่ตัดเข้ามา  ภาพเหตุการณ์ไม่คุ้นตาแต่ตรึงใจฝังลึกเจ็บปวดนั้นกลับฉายชัดขึ้นทุกขณะจิต


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
น้ำเสียงตะโกนร้องเพื่อปัดภาพเหล่านั้นทิ้งไป


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ซีวอนนนนนนนนนนนน”
แล้วทุกอย่างก็ดับไปเมื่อเสียงเรียกชื่อคนรักดับลง

 

ไม่รู้เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด  ร่างสูงยังคงนอนหลับอยู่ที่เดิมจนกระทั่งอีกคนกลับมาจากข้างนอก


รถสปอร์ตคันหรูถูกเบรกเสียงดังเมื่อคนขับพบภาพของคนรักนอนไร้สติใต้โคนไม้


ภาพที่พบเห็นราวกับกระชากหัวใจร่างแกร่งออกมา  ประตูรถถูกเปิดออกอย่างไม่ใยดี ท้าวยาวก้าวออกไปด้วยความเร็วสูงเพื่อให้ถึงคนตรงหน้าโดยเร็ว


ทุกวินาทีที่ก้าวเดินหัวใจของชายหนุ่มนั้นกลับเต้นแรงราวกับจะปะทุออกมา ความเจ็บปวดที่เห็นคนรักนอนหมดสติตรงหน้านั้นช่างกรีดใจคนมองยิ่งกว่าสิ่งใด  เสื้อผ้าขาวเปื้อนรอยดิน ในหน้าคมเปรอะคราบน้ำตา  เนื้อตัวร้อนจัดจนต้องตกใจ  มือแกร่งโอบกอดดวงใจไว้ราวกับคนบ้า  ปากคมพร่ำบอกตัวเองว่า..ฮันคยองจะไม่เป็นอะไร...


ร่างสูงของฮันคยองถูกประครองขึ้นรถและมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลทันที  เข็มไมล์บอกความเร็วพุ่งพรวดอย่างน่าใจหาย แต่ก็ยังไม่ร้อนเท่าใจของใครอีกคน


ร่างสูงถูกนำเข้าห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องรักษาอย่างไร คนรักของเค้าต้องปลอดภัย  จะไม่มีการพลัดพรากเกิดขึ้นอีกครั้ง


“นายจะต้องปลอดภัย  ฉันจะไม่ยอมสูญเสียนายไป  จะไม่ยอมเสียใครไปอีกแล้ว”
มือแกร่งประสานกันราวกับวิงวอนขอพร  หากพระเจ้ามีจริงคงประทานพรให้ทั้งสองอยู่ร่วมกัน  แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา


หากทุกสิ่งแปรเปลี่ยนไป คงไม่อาจโทษชะตากล่าวร้ายฟ้าดินได้นอกจากยอมรับมัน


.......................................

........................

.........

“ใคร? ใครที่อยู่ตรงนั้น?”
ฮันคยองเอ่ยถามคนตรงหน้า แต่เมื่อได้พบสบสายตาคมกล้านั้นความอบอุ่นก็แผ่ซ่านท่วมท้นดวงใจ น้ำตาที่น้อยครั้งจะหลั่งไหล กลับหยดราวกับทำนบเขื่อนพัง


“ซีวอน!! ซีวอนใช่ไหม คุณเคยบอกว่าชื่อซีวอน..ชื่อที่เหมือนคนรักของผม แต่ทำไมผมถึงร้องให้ ความรู้สึกนี้คืออะไรกัน?”
น้ำเสียงสั่นเทายากเกินสะกดกั้นร้องถาม คำตอบที่ได้รับคือรอยยิ้มอบอุ่นที่ขาดหายไปจากความทรงจำ


“คุณต้องมีความสุขแทนผม ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ขาดหายไปให้เติมเต็มและดำเนินความฝันแทนผม แล้วเมื่อถึงวันนั้น ผมจะมารับคุณ จงรักษาชีวิตที่ผมหวงแหน จงมีแต่รอยยิ้มแทนผม ถ้าหากคุณรักผมคุณก็สมควรทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อเราสองคน ผมสัญญาว่าผมจะอยู่ข้างกายคุณ สายลมที่โอบล้อมรอยกายคุณคือความรักของผม ผมรักคุณนะฮันคยอง”


เมื่อเสียงทุ้มจบลง ภาพที่ชายหนุ่มพยายามลบเลือนไปและเก็บไว้ใต้จิตสำนึกก็ปรากฏขึ้นทันที


“นี่เราจะไปไหนกันซีวอน”
น้ำเสียงถามไถ่ด้วยความสงสัยดังขึ้นจากด้านหลังคนขับ แต่คนตอบกลับเป็นอีกคนที่นั่งข้างคนขับ


“ไปที่แห่งความทรงจำของเราสามคนไงฮันคยอง”
เพื่อนอีกคนบอกออกมา มือทั้งสองข้างกลับไม่ว่างเปล่าเต็มไปด้วยขนมนานาชนิดในมือ


“ซีวอนระวัง!! รถที่พุ่งมาอีกเลนนั่น!”


“เฮ่ย!!”


“เฮ่ย!!”


“เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดด”


“โครม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


เสียงร้องตกใจกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงเบรกกะทันหัน พวงมาลัยรถหักหลบรถอีกคันที่พุ่งเสียหลักข้ามเลนมา ล้อรถของทั้งสามคนที่โดยสารไต่ขึ้นฟุตบาทและคว่ำในที่สุด


“โอ๊ย!! ให้ตายสิเจ็บเป็นบ้าเลย”
เสียงโอดครวญดังขึ้นจากข้างคนขับ สายตาเพ่งไปด้านหน้ามองรถอีกคันที่สภาพไม่แตกต่างกัน


“ช่วยฮันก่อนคังอิน ไม่ต้องห่วงฉัน ช่วยฮันก่อน”
ซีวอนร้องบอกเพื่อนรักที่กำลังคลานออกจากรถ ส่วนตัวเองพยายามปลดเซฟออกจากตัว


“เจ็บมากไหมฮัน! ให้ตายสินายหัวแตกนี่นา เลือดออกมากด้วย”
คังอินถามคนในอ้อมกอดด้วยความเป็นห่วงเมื่อสัมผัสได้ถึงน้ำเหนียวข้นสีแดงในมือ


“เร็วๆสิวะซีวอน ฮันเจ็บมากนะเว่ย”
คังอินตะโกนร้องบอกเพื่อนที่กำลังคลานออกมา สายตาคมมองเห็นน้ำมันไหลออกมาจากรถอีกคันพร้อมกับไฟที่เริ่มลุกไหม้และลามมาถึงรถของตน



“ไอ้บ้า!ซีวอน! เร็วๆสิวะ ฮันตื่น ฮันคยองตื่นสิ ฉันบอกให้นายตื่น”
ปากร้องตะโกนบอกเพื่อนและพยายามเรียกสติคนในอ้อมกอด


“ถ้านายเป็นอะไรฉันไม่อภัยให้แน่ ได้ยินไหมว่าฉันรักนาย ตื่นสิฮัน”
มือแกร่งตบหน้าอีกฝ่ายเพื่อเรียกสติ


“ฮันเป็นไงบ้างวะ”
น้ำเสียงเหนื่อยหอบถามออกมา มือแกร่งควานหาของสำคัญบางอย่างและทำหน้าตกใจ


“ให้ตายสิฉันทำมันหล่นในรถว่ะ ดูแลฮันให้ดีๆนะเดี๋ยวฉันมา”
เมื่อพูดจบขาวยาวก็ก้าววิ่งแข่งกับเวลาทันที ใช่ว่าสายตาไม่เห็นไฟที่ลุกลามมาที่รถ แต่สิ่งของที่หายไปก็สำคัญไม่ต่างกัน


“ซีวอนมันอันตรายนะ”
คังอินฉุดมือเพื่อนรักไว้ แววตาห่วงใยส่งผ่านให้ด้วยความเป็นห่วง


“ไม่เป็นไร..ฉันจะกลับมาหาพวกนาย”
ซีวอนยิ้มให้และวิ่งออกไปในที่สุด พยายามเร่งความเร็วให้ทันไฟที่กำลังลามมาที่ตน


“คังอิน ซีวอนหล่ะ “
เมื่อได้สติปากอิ่มก็ถามหาเพื่อนอีกคนที่มองไม่เห็น แต่กลับไร้ซึ่งคำตอบ สายตาละจากอีกคนไปยังอีกคนที่ถามหา ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นไฟที่เริ่มลามมาถึงตัวรถ


“ช่วยซีวอน คังอินไปช่วยซีวอน”
ปากพร่ำปากและผลักให้อีกฝ่ายไปไม่ต้องห่วงตน สายตามองตามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นคังอินประคองซีวอนออกมาจากรถ


“ไม่นะ รีบออกมาสิเจ้าพวกบ้า”
เสียงร้องตะโกนดังก้องทั่วท้องถนน ฮันคยองพยายามมองไปยังเพื่อนทั้งสองเพราะดวงตาเริ่มพร่าเลือน ศรีษะที่ได้รับการกระทบกระเทือนเริ่มทำงานให้รู้สึกถึงความเจ็บปวด


“คังอิน ถ้ามีใครคนหนึ่งต้องตาย สัญญานะว่าต้องใช้ชีวิตอยู่เพื่ออีกคนและจะดูแลฮันตลอดไป”
ซีวอนบอกคังอินด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเมื่อตาคมมองเห็นสัญญาณอันตรายที่มาถึงตัว มือหนายัดกล่องกำมะหยี่สีม่วงลงมือเพื่อนและผลักอีกฝ่ายให้ออกห่างตนโดยแรง


“ไม่นะ....ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
แต่เหมือนฟ้าเล่นตลกไฟที่ลามมาที่รถกลับระเบิดดังลั่น เปลวเพลิงแดงฉานลุกลามไปทั่ว ภาพที่ฮันคยองเห็นคือซีวอนกระเด็นออกมาและคังอินจมหายไปกับกองเพลิง


“คังอินนนนนน ซีวอนนนนนนนนนนนน”
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไปพร้อมกับความสะเทือนใจที่ฮันคยองได้รับ


เหตุการณ์ในครั้งนั้นฮันคยองไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าใครเป็นอย่างไร สมองที่ได้รับกระทบกระเทือนปิดตายไม่รับรู้ ภาพที่คังอินหายไปในกองเพลิงทำให้คิดว่าอีกฝ่ายตายจากไป แต่ภาพที่ซีวอนกระเด็นอกมานั้นยังทำให้ชายหนุ่มหลอกตัวเองว่าซีวอนยังคงอยู่


แต่ภาพแห่งความฝันนี่คืออะไร ทำไมคนที่บอกเหมือนว่าตายจากไปคือซีวอน แล้วทำไมซีวอนมีอยู่สองคน


“ซีวอน!!!!!!!!”
น้ำเสียงตะโกนเรียกชื่อซีวอนดังลั่นทั้งชั้นตึก ส่งผลให้คนนั่งเฝ้าคนป่วยรู้สึกตัวตื่นทันที ใบหน้าชื้นเหงื่อนั้นเรียกรอยยิ้มและน้ำตาจากคนเป็นห่วงอีกครั้ง อ้อมกอดอบอุ่นถูกสวมให้กับร่างโปร่งบนเตียงแนบแน่นเหมือนกลัวว่าจะเสียอีกฝ่ายไป


“ซีวอน..ฉันฝันเห็นคังอิน ฝันถึงเรื่องราวทั้งหมด คังอินเป็นอย่างไรบ้าง เค้า...”
ฮันคยองถามทั้งน้ำตานองหน้า ความเจ็บปวดที่ได้รับกับเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตนเองปิดกั้นเรื่องราวทั้งหมด แต่ต่อไปนี้เรื่องราวทุกอย่างต้องจบลง


“คังอิน ยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะฮัน สักวันคุณจะได้รู้ความจริง”
น้ำเสียงอบอุ่นปลอบ แล้วรั้งอีกฝ่ายมากอดอีกครั้ง ขอแค่ให้คนคนนี้หายดี แม้ต้องเจ็บปวดก็จะทำ ฮันคยองจะได้รู้หัวใจตัวเองสักทีว่าความจริงกำลังรักใคร “ผู้ชายที่ชื่อซีวอนหรือคังอิน”


................................................

.........................

................




ใช่เพราะทุกคนต้องการปกปิดความจริง แต่เพราะไม่อยากให้ฮันคยองเจ็บปวดทุกคนจึงเก็บเรื่องราวทั้งหมดให้เป็นความลับ


ความลับที่รู้เพียงคุณหมอ พยาบาล คังอิน และซีวอน


หลังจากอุบัติเหตุทั้งสามคนต่างถูกส่งตัวเพื่อทำการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ฮันคยองต้องผ่าตัดสมองเพราะมีเลือดคั่งจากการกระทบกระเทือน ส่วนคังอินอวัยวะภายในบอบช้ำโดยเฉพาะหัวใจเพราะถูกอัดกระแทกอย่างแรงและซีวอนอาการน่าเป็นห่วงเนื่องจากถูกไฟคลอก


“คุณหมอคะ คุณคิมหยุดหายใจแล้วค่ะ”
พยาบาลสาวร้องบอกหมอใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดที่กำลังช่วยชีวิตผู้ชายอีกคนอยู่


“ปั๊มหัวใจ ”


“ค่ะคุณหมอ”
พยาบาลตอบรับอย่างเร็ว มือที่เคยว่างกลับวุ่นกับการปฏิบัติตามคำสั่ง


“เคลียร์”
พยาบาลปั๊มหัวใจคังอินตามคำสั่งหมอใหญ่ผู้ดูแลเคสนี้


“เคลียร์”


“.................”


“ไม่มีปฏิกิริยาค่ะหมอ”
ถ้อยคำรายงานถ่ายทอดออกมารัวเร็วด้วยความตกใจกับการปฏิบัติงานครั้งแรกของพยาบาลสาว


“ฉีดยาอะดีนาลีนเ แล้วเร่งกำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้น”


“ชีพจรเต้นแล้วค่ะหมอ แต่ว่าอ่อนแรงมากเลยค่ะ เกรงว่าคนไข้จะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ถ้าเราไม่ทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ท่อนเหล็กที่เสียบทะลุอกทำให้คนไข้เสียดเลือดมากและหัวใจที่โอนอัดกระแทกจนช้ำใจมีเลือดคั่งนี้ เรา..เอ่อ..คิดว่าไม่พ้นคืนนี้แน่นอน”
พยาบาลรีบรายงานอาการคนไข้อย่างเร่งด่วน


“หัวใจคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือนมาก คงไม่พ้นคืนนี้หรือ”
ทุกคนถอนหายใจหมดหวัง แต่ความหวังกลับถูกหยิบยื่นจากอีกคนบนเตียง มือแกร่งที่พุพองเพราะโดนไฟลวกสภาพร่างกายนั้นอ่อนแรงเต็มทีกลับได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน


“อา...เอา...เอาหัวใจผมให้เค้า ถ้าผมตายเอาหัวใจ...ผม...ให้..คั..ง...อิ...น”
น้ำเสียงอ่อนแรงบอกหมอใหญ่ผู้เป็นญาติ


“ซีวอน..แต่....”
ผู้เป็นอาอยากปฏิเสธคำขอเห็นแก่ตัวของผู้เป็นหลาน แต่เมื่อได้เห็นแววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวนั้นกลับต้องฝืนใจพยักหน้าตอบตกลง


“ข...อ..บ..คุ.ณ..ครั.....บ”
เมื่อฝืนพูดจนจบประโยคมือที่บีบกระชับมือหมอนั้นก็ร่วงลงทันที ลมหายใจที่อ่อนแรงก็นิ่งลงอย่างสงบ มุมปากเจือรอยยิ้มนั้นเรียกน้ำให้ให้ผู้เป็นอาทันที


“คนไข้เชว ซีวอน ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถยนต์เวลา 02.00น. เตรียมตัวทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ”


“ครับ/ ค่ะ”
ทุกคนตอบรับและลงมือปฏิบัติงานทันทีเพราะอีกคนที่ถูกกล่าวถึงก็อาการหนักไม่ต่างกัน


“ทำการผ่าตัดได้!!!”
คุณหมอตบหน้าเรียกสติตัวเองให้กลับคืนเบาๆเพราะรู้สึกสะเทือนใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้มาก หลานชายแท้ๆต้องมาจากไปโดยที่ไม่มีโอกาสช่วยเหลืออะไรเลย


~ หลานชายผู้เป็นที่รัก ~


หลังจากนั้นทุกอย่างก็ยังคงดำเนินต่อไป คังอินมีชีวิตอยู่แต่ไร้หัวใจของตัวเอง หัวใจที่ชายหนุ่มไม่เคยต้องการ แม้หัวใจที่ได้มานั้นจะรักคนคนเดียวกัน แต่ชายหนุ่มก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ราวกับแย่งทุกสิ่งที่เป็นของซีวอนมาไว้กับตัวเอง


“ต่อไปฉันจะเป็นซีวอนให้นายเอง จะบอกรักนายภายใต้ชื่อนี้ และใช้ชีวิตร่วมกับนายในนามของซีวอน ทุกการกระทำคำพูดที่มันใช้กับนายฉันจะเรียนรู้และใช้กับนายฮันคยอง”


หลังจากทั้งสองฟื้นขึ้นมา ฮันคยองกลับเรียกคังอินว่า “ซีวอน” ชื่อที่คังอินต้องจำไปจนวันตาย และเป็นชื่อที่ชายหนุ่มมั่นใจว่าอีกฝ่ายมีใจ


ความทุกข์ทรมานที่คนยังอยู่ได้รับนั้นจะเทียบเท่าความทรมานที่ทำได้เพียงแค่ดูของคนที่จากไปได้หรือเปล่า?



……………………………………

…………………..

……….



แต่ความลับไม่มีในโลก ความจริงทั้งหมดกลับถูกเปิดเผยโดยพยาบาลที่เข้าร่วมการผ่าตัดครั้งนั้นด้วยความพลั้งเผลอ ที่เรียกซีวอนว่า “คังอิน” เลยถูกฮันคยองซักไซ้จนได้รู้ความจริง ฮันคยองหนีออกจากโรงพยาบาลเพื่อสืบหาข้อเท็จจริง ในเมื่อคนที่กำลังอยู่ด้วยคือคังอินและซีวอนตายไปแล้ว เหตุผลที่อยากรู้คือ ทำไมคังอินถึงต้องทำแบบนี้


เหมือนมีอะไรบางอย่างมาสะกิดใจ ชายหนุ่มไม่สามารถเชื่อได้ทั้งความฝันและความเป็นจริง จึงอยากค้นหาเรื่องราวที่แท้จริง ความสัมพันธ์ของทั้งสามคน



~แม้ความจริงต้องเจ็บปวดแต่ก็ต้องยอมรับมัน~



ความจริงที่ว่า ทั้งคังอินและซีวอนต่างก็รักฮันคยองไม่ต่างกัน บ้านที่ฮันคยองอยู่ทุกวันนี้คือบ้านที่ซีวอนและคังอินออกแบบให้และสร้างเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับคนที่ทั้งสองรัก


ของที่ซีวอนกลับไปเอาเมื่อวันเกิดอุบัติเหตุคือแหวนคู่สองคู่ที่ทั้งสองต่างเลือกมาให้ฮันคยองและจะสารภาพรัก


พร้อมคำสัญญาว่าจะไม่เสียใจถ้าฮันคยองไม่เลือกตัวเอง โดยไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นทำลายความหวังของทั้งสอง


คังอินได้แต่ใช้ชีวิตในเงาของซีวอนเพื่อฮันคยอง ทำทุกอย่างเพื่ออีกฝ่ายที่ไม่สามารถทำได้ และเพื่อซีวอน เพื่อนผู้จากไป


..............................................

.............................

.................



ฮันคยองใช้เวลาทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งความจริงและภาพแห่งความฝัน ไดอารี่เล่มหนาเปื้อนฝุ่นถูกเปิดออกอ่านเมื่อชายหนุ่มกลับถึงบ้าน บ้านที่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำ


ความผิดที่หลงลืมหัวใจตัวเอง และทำร้ายคนที่รักตัวเองเกินกว่าให้อภัย


ความทรงจำทุกอย่างฉายชัดราวกับภาพยนตร์ เหตุการณ์ความผูกพันได้ถักทอร้อยเรียงอย่างแจ่มชัด แล้วฮันคยองก็รับรู้ว่า....เจ้าของหัวใจที่แท้จริงคือใคร


“ขอโทษ..ซีวอน....ขอโทษที่ฉันลืมใบหน้าของนาย อาจเพราะมันเจ็บปวดเกินทนไหว หัวใจดวงนี้จึงไม่อาจรับรู้ว่านายจากไป ได้แต่หลอกตัวเองว่านายยังอยู่ข้างฉัน บอกหัวใจตัวเองว่ารักคนชื่อ “ซีวอน” ชื่อนี้เท่านั้น”
มือเรียวสั่นเทาลูบใบหน้าซีวอนในภาพถ่าย ภาพที่ทั้งสามต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความผูกพันธ์


“คังอิน ตลอดเวลานายคงเจ็บปวดเพราะฉัน ขอโทษที่เห็นแก่ตัว ทั้งที่รู้ความรู้สึกของนายแต่ฉันยังแกล้งทำเป็นไม่รู้ ฉันมันเลวที่สุด”
มือเรียวละจากรูปซีวอนไปยังรูปอีกคน ภาพถ่ายที่ทั้งสามถ่ายร่วมกัน ภาพสุดท้ายแห่งความทรงจำ เป็นชุดเดียวกันที่ฮันคยองเคยเห็นในหีบใต้โคนไม้หน้าบ้านบนเขา และคนที่ฝังอดีตลงไปคงเป็น “คังอิน”


“ขอแค่เวลา..เวลาเท่านั้นที่ฉันต้องการทบทวนเรื่องราวทุกอย่าง แล้วเราจะได้พบกัน”
น้ำเสียงแผ่วเอ่ยออกมาอย่างปวดร้าว แววตาสั่นไหวในกาลก่อนเปล่งประกายขึ้นเพื่อรับรู้เรื่องราวในอนาคต ฮันคยองได้บอกกับตัวเองว่า......”มันถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงสักที”


ฮันคยองลบตัวเองออกจากอดีต สร้างความทรงจำใหม่ขึ้นมา ไม่ต้องหลอกตัวเองอีกต่อไปว่ารักใคร มีชีวิตอยู่เพื่อใคร และจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


เมื่อร้องให้มาพอแล้วกับเรื่องราวทั้งหมด ต่อไปก็ถึงเวลาแห่งรอยยิ้มและความเข้มแข็ง


ฮันคยองถอยออกมาจากชีวิตของคังอินเป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนคังอินมีชีวิตอยู่กับช่วงเวลาหนึ่งปีที่รอคอยการกลับมาของฮันคยองให้หวนคืนกลับบ้านของทั้งสามคน


คังอินยังคงรอคอยความรักให้หวนกลับมา ภาพวาดที่เคยมีแต่ฮันคยองกลับปรากฏภาพชายหนุ่มเพิ่มอีกสองคน ด้านซ้ายมือคือคังอินที่นั่งด้านข้างฮันคยองที่ยืนถือกล่องแหวนส่วนอีกข้างคือซีวอนที่จับมือฮันคยองผ่านต้นไม้ใหญ่


เพราะที่แห่งนี้คือ...ที่ของเราสามคน...


สายตาคมเหม่อมองออกนอกหน้าต่างเหมือนเคย เผื่อจะพบคนที่หัวใจเรียกหา แล้วรอยยิ้มก็ถูกจุดขึ้นบนใบหน้าทันทีที่เห็นภาพคุ้นตา แผ่นหลังของคนที่รอคอย


ภาพต้นไม้ใหญ่เด่นสง่าท่ามกลางลานกว้างบนภูเขาสูงถูกลมพัดพา ใบไม้สีแดงร่วงหล่นตามทางเดินเพื่อต้อนรับฤดูใหม่แห่งการแปรเปลี่ยน สายลมเย็นโบกโชยทายทักร่างร่างหนึ่งใต้ต้นไม้ใหญ่ มือเรียวยื่นออกมารับใบไม้ใบสุดท้ายของฤดูด้วยรอยยิ้ม


แม้ใบไม้จะร่วงโรยตามกาลเวลา แต่หัวใจดวงนี้กลับจดจำรักที่ไม่อาจลืมเลือน ตราบใจที่หัวใจเต้นอยู่ ลมหายใจของกายนี้ยังมีลมอุ่น ตราบชีวิตนี้ยังดำเนินไปหัวใจดวงนี้ก็ยังไม่ลบเลือนความทรงจำที่ผ่านมา “ความรักที่ยังจดจำมิลืมเลือน....แม้ต้องหายจากโลกนี้ไปหรือสูญเสียความทรงจำ....แต่หัวใจที่เต้นอยู่ก็ยังจดจำว่าเคยรักใคร....”


“ซีวอน...ฉันรักนาย”
ใบหน้าคมยิ้มกับคำพูดของตัวเอง ไม่ว่าเวลาผันผ่านนานเนิ่นเพียงใด ความรักที่มีให้ก็ไม่เคยแปรเปลี่ยน


“ฮันคยอง.....”
น้ำเสียงเรียกขานทุ้มนุ่มแสดงความห่วงใยระคนดีใจกับภาพเบื้องหน้า ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมกลับดูหวานเมื่อรอยยิ้มถูกจุดบนใบหน้าขาวนวล เสน่ห์เย้ายวนเพศตรงข้ามที่มีติดตัวมาตั้งแต่ที่รู้จักกัน กลับไม่ทำให้คนมองรู้สึกอิจฉา


“มีอะไร...หืม?”
ใบหน้าคมเอียงคอสงสัยกับท่าทีของคนตรงหน้า


“นายกลับมาแล้ว มาแล้วจริงๆ”
ท่าทางเหนื่อยหอบแต่ใบหน้ากลับปนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ สองมือแกร่งจับมือเรียวอย่างถือสิทธิ์และฉุดรั้งเจ้าของมือนุ่มให้เดินตามไป แม้อบอุ่นแต่กลับไม่นึกอยากเป็นเจ้าของหรือครอบครอง เพราะในสักวันเจ้าของมือแกร่งนี้คงพบใครสักคนที่อยู่เคียงข้าง เช่นเดียวกับฮันคยองที่พบเจ้าของหัวใจแล้ว


“ฉันมีสมบัติล้ำค่าบางอย่างของซีวอนจะให้....ของที่เราทำขึ้นเพื่อนาย”
รอยยิ้มอบอุ่นส่งตอบ ในที่สุดคนคนนี้ก็หลุดพ้นบ่วงบาศที่สร้างขึ้นสักที ในเมื่อฮันคยองกลับมาแสดงว่าความทรงจำที่ขาดหายไปก็คงหวนกลับมาด้วยเช่นกัน


“ของซีวอนเหรอ?”
ใบหน้าคมสงสัยในคำตอบที่รับ พลางหันกลับมองต้นไม้ต้นเดิมอีกครั้ง สถานที่ที่ค้นพบหัวใจตัวเอง


“ลาก่อนนะซีวอน...นายยังคงอยู่ในใจฉันและข้างกายฉันเสมอ”
ความในใจถูกถ่ายทอดผ่านดวงตาเศร้า ความรักที่มั่นคง แม้อีกฝ่ายจะลาจากโลกใบนี้ อีกคนยังคงดำเนินชีวิตต่อไปพร้อมกับคนที่ลาจาก หัวใจสองดวงยังคงเต้นเป็นจังหวะเดียวกันเสมอ


แม้ไม่อาจรับรู้ด้วยสายตา แต่ดวงใจที่เคยผ่านความปวดปร่านั้นย่อมรับรู้ด้วยใจ


ร่างไร้วิญญาณที่ทั้งสองมองไม่เห็นนั้นกลับอยู่เคียงข้างกายคนรักมาตลอด เป็นเพียงแสงสว่างเล็กๆข้างกายที่ฮันคยองไม่เคยมองเห็น เพียงเพื่อรอคอยวันเวลาที่ทั้งสองจะได้พบกันอีกครั้ง


....ตามคำสัญญา.....



“คุณต้องมีความสุขแทนผม ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ขาดหายไปให้เติมเต็มและดำเนินความฝันแทนผม แล้วเมื่อถึงวันนั้น อีก 10ปี ผมจะมารับคุณ จงรักษาชีวิตที่ผมหวงแหน จงมีแต่รอยยิ้มแทนผม ถ้าหากคุณรักผมคุณก็สมควรทำสิ่งเหล่านี้ เพื่อเราสองคน ผมสัญญาว่าผมจะอยู่ข้างกายคุณ สายลมที่โอบล้อมรอยกายคุณคือความรักของผม”


ร่างกายไร้วิญญาณไม่อาจจับต้องยังคงรอคอยและอยู่เคียงข้างคนรัก แม้เป็นได้เพียงสายลมผัดผ่านรอบกายแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว


ยังคงเฝ้ารอเพียงเพื่อคำว่ารักคำเดียวเท่านั้น รอจนกว่าอีกคนจะหมดอายุขัย เวลา10 ปีคงไม่นานเกินไปหากหัวใจทั้งสองยังผูกพันธ์กันเช่นนี้


วันที่สัญญาของทั้งสองจะเป็นจริง!!!


“ความรักของผมแค่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณ...นั่นก็คือความสุขที่แท้จริงที่ผมต้องการ...และเป็นรูปแบบความรักของผม...ยิ่งคุณยิ้มมากเท่าไหร่...ผมก็รักคุณมากขึ้นเท่านั้น..ฮันคยอง”


มือเรียวสั่นเทาเมื่อจับต้องสิ่งของตรงหน้า แหวนทองคำขาวที่สลักชื่อ Siwon&Hankyung นั้นมีความหมายยิ่งกว่าสิ่งใด แม้อาจดูเรียบไปในสายตาคนอื่นแต่กลับล้ำค่าสำหรับคนรับ


กลีบปากนุ่มจุมพิตแหวนอย่างรักใคร่แล้วร้อยแหวนกับสร้อยคอเส้นโปรดที่สวมใส่ประจำ


“ทำไมนายไม่สวมมันล่ะฮันคยอง”
คังอินทักขึ้นมาเมื่อเห็นการกระทำที่ต่างออกไปจากความคิดของตน


“เพราะทำแบบนี้ซีวอนก็อยู่ใกล้หัวใจฉันมากขึ้นไงคังอิน มันอยู่ตรงนี้”
มือเรียวทาบทับลงบนสร้อยคอที่มีขนาดยาวเท่ากับอกแกร่ง แหวนทองคำขาวสีเงินส่องประกายตรงกลางอกที่แหวกลึกถึงหน้าอกขาว


สายลมอุ่นพัดผ่านร่างทั้งสองอีกครั้ง ทั้งที่หน้าต่างทุกบานปิดสนิทแต่กลับมีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น นั่นเพราะเป็นคำขอบคุณของเจ้าของแหวนนั่นเอง


“ผมจะอยู่ใกล้คุณ...จนถึงวันที่คุณไม่ต้องการผม...ไม่ต้องการคำว่าเรา....ฮันคยอง....”
น้ำเสียงทุ้มกระซิบผ่านสายลมบอกคนรัก


น้ำตาอุ่นรินรดอีกครั้ง มือเรียวปิดปากแน่น ไหล่บางสั่นสะท้านเพื่อสกัดกั้นเสียงร้อง แม้คิดว่าต้องเข้มแข็งแต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความรักของอีกฝ่ายก็อดสะท้อนใจไม่ได้


“ขอบคุณ..ขอบคุณซีวอน...ขอบคุณที่อยู่ข้างกันตลอดมา”
น้ำตาลูกผู้ชายรินหลั่งด้วยความดีใจ และนี่คือน้ำตาหยดสุดท้ายกับความรักครั้งนี้ เพราะต่อไปรอยยิ้มหวานจะถูกแทนที่ความเศร้าใจแห่งน้ำตา


“ภาพนี้”
น้ำเสียงอุทานดังขึ้นอีกครั้งเมื่อสายตาสบกับภาพที่คังอินวาดขึ้น คนทั้งสามต่างยืนมองไปเบื้องหน้าอย่างมีความสุข ใบหน้าเปื้อนยิ้มเหล่านั้นทำให้คนเห็นหัวใจพองโตคับอกทันที


“ขอบใจจริงๆ ขอบใจที่นายไม่ทิ้งพวกเราคังอิน ขอบใจที่ทุกข์เพื่อเรา”
ฮันคยองกอดคังอินในฐานะเพื่อนเป็นครั้งแรกหลังจากฟื้นความทรงจำ เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นทรมานเพียงใด แต่สิ่งที่ตนเองสามารถมอบให้นั้นคืออ้อมกอดแห่งคำขอบคุณเท่านั้น


“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับฉัน คนที่ยืนแทนที่ซีวอน เลือกที่จะเจ็บปวด คนที่เลือกทางนี้คือฉันเอง”
คังอินกอดตอบ แค่เพียงเท่านี้ก็พอใจแล้ว แค่รู้ว่าฮันคยองตามหาหัวใจตัวเองเจอ แค่นี้ก็สุขใจ


“ฉันรักนายนะคังอิน รักไม่ต่างจากซีวอน เพราะนายทั้งสองคือเพื่อนที่ฉันรัก”
นี่คงเป็นคำตอบที่ดีและทางออกที่ดีของทั้งสามคน ไม่มีใครต้องเจ็บปวดอีกต่อไป ใช้ชีวิตด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำทุกวันให้ดีที่สุด เพื่อใครอีกคนที่ลาจาก


อย่ามีชีวิตด้วยความเสียใจ จงใช้มันอย่างเต็มที่เพื่อคนที่เรารักและรักเรา


แค่เพียงรอยยิ้มเดียวที่ยิ้มรับกับตะวันของอรุณรุ่ง แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับคนมองแล้ว


...................................................

....................................

.....................



ความรักของคุณเป็นเช่นไร? ใครจะไปรับรู้

ถ้าหากคุณไม่บอกหรือแสดงออกไป

ใครอีกคนที่คุณนึกถึงจะรู้ได้อย่างไร?


บอกรักคนที่เรารักในตอนนี้จะดีกว่าไหม......

มันคงดีหากทุกอย่างมันไม่สายเกินไป..

มันคงดีหากใครอีกคนสามารถรอคำว่า...รัก...จากปากคุณได้…

แล้วคนที่....รอ....ไม่ได้ล่ะ? คุณจะทำเช่นไร?

จงบอกรัก...ก่อนที่จะสายเกิน

แค่คำเดียว.... “ รัก ” …. สั้นๆ แค่นี้เอง ^^


..................The End...........................